Home
acacha [userpic]

Empty (เรื่องสุดแสนสั้น by อคาชา)

January 26th, 2008 (11:45 pm)

Empty
Original fiction by Acacha

...ไม่เข้าใจเลยหรือ...
การฝืนตัด 'ความรู้สึก' ออกไปในตอนแรกอาจจะยาก แต่การจะนำสิ่งนั้นคืนมามันยากยิ่งกว่า
...ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางถมเต็มความว่างเปล่าที่กลายเป็นหลุมลึกนี้ได้...
ความจริงมันเป็นอย่างนั้น... สิ่งที่พังทลายไปแล้ว ไม่มีทางกลับคืน... แล้วจะมาเรียกร้องเพื่ออะไร... ในเวลาที่ทุกอย่างมันสายเกินกว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม...

เสียงถอนหายใจหนักๆ ดังขึ้นมาจากร่างที่นั่งเอนหลังพิงผนังสีขาวของระเบียงนอกห้องพักเล็กๆ ของตนเอง ใบหน้าที่ส่อเค้าเหนื่อยหน่ายเงยขึ้นมองท้องฟ้าโดยไม่มีจุดหมาย ไม่มีรอยยิ้มทั้งบนริมฝีปากที่แห้งผากและดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น ลมที่พัดเข้ามาถึงพื้นที่แคบๆ พัดให้ชายเสื้อเชิ้ตขาวที่ถูกแกะกระดุมออกรุ่ยๆ กระพือไปมา แต่เจ้าของก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะสนใจมันหรืออะไรอย่างอื่นรอบตัวมากไปกว่าเมฆก้อนหนาบนท้องฟ้า จนกระทั่ง...
ตื๊ดดดดด ตื๊ดดดดดด
เสียงโทรศัพท์ภายในห้องดั่งขึ้น แต่ใบหน้าที่เหม่อลอยอยู่ก็เพียงแค่ละจากท้องฟ้าและก้มต่ำลงมาหาพื้นที่รอบตัวโดยไม่ขยับลุกไปหยุดเสียงรบกวนนั้น
..............

'ฉันปวดท้อง'
น้ำเสียงทรมานด้วยอาการเจ็บป่วยของตัวเองในความทรงจำดังขึ้น
'อืม กินยาที่ให้เมื่อกี้ไปแล้วใช่ไหมล่ะ?' เสียงงัวเงียของใครอีกคนตอบกลับมาจนคนฟังเชื่อว่าอีกฝ่ายไม่ได้เห็นเป็นเรื่องหนักหนา เฉยชาเสียจนคนฟังต้องกลืนคำพูดมากมายเหลือแค่ประโยคธรรมดาๆ อีกประโยคหนึ่ง
'กินแล้ว แต่มันไม่หาย ปวดท้องจนนอนไม่หลับ'
'อือๆ นอนๆ ไปเถอะ เดี๋ยวก็หายเอง'
ทำอะไรไม่ได้... นอกจากทนต่อไป...
ความเจ็บป่วยนั้น ไม่นานก็หาย และเมื่อไม่เหลืออาการแล้ว ความรู้สึกทรมานก็หายไปด้วย... แต่รูรั่วเล็กๆ ที่ไม่มีใครเห็น... ไม่มีทางรักษา
..............

ใครสักคนเคยบอกไว้ว่า คนเรามักจะจำเรื่องร้ายๆ ได้มากกว่าเรื่องดี
นั่นก็เพราะความสุขมันเป็นเหมือนความอบอุ่นของฤดูร้อนที่อาบไปทั่วร่าง รายล้อมรอบตัวให้รู้สึกถึงความอิ่มเอม
แต่ความทุกข์นั้น... เป็นเหมือนลมหนาวที่กรีดลึกลงไปจนถึงกระดูก บาดเข้าไปถึงข้างในเพื่อทิ้งรอยแผลที่ยากจะลบเลือน

ข้อมือเล็กที่เป็นรอยแดงรูปคล้ายรอยนิ้วมือวางทิ้งลงกับพื้นกระเบื้องสีซีดจาง เสียงโทรศัพท์เครื่องเดิมยังดังไม่หยุด เพราะคนที่ไม่เข้าใจไม่รู้เลยว่าทุกอย่าง 'จบ' ลงแล้ว
ในฝ่ามือข้างนั้นกำของขนาดไม่ใหญ่นักไว้แน่นจนแทบมองไม่เห็น แต่ดวงตาที่เหม่อลอยก็ค่อยๆ เลื่อนมาหาสิ่งนั้นด้วยแววของการตัดสินใจ 
..............

'ทำไมถึงไปบ้านหมอนั่น' เสียงที่เคยถามในอดีตราบเรียบแต่เย็นชาจนสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจเต็มเปี่ยม
ยิ่งเมื่อได้ความเงียบเป็นคำตอบ ฝ่ายที่กำลังขับรถจึงระบายความไม่พอใจออกมาจากท่าทางและสายตา โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าดวงตาแดงก่ำของร่างบนที่นั่งข้างๆ เลื่อนลงไปหาโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กที่ถูกวางทิ้งไว้ข้างเบาะ
แขนที่พ้นออกมาจากชายเสื้อคลุมเต็มไปด้วยรอยแดงเถือก เลือดแห้งกรังยังเกาะติดอยู่ตามบาดแผลเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่ว แต่เจ้าของไม่สนใจอะไรนอกจากจะยื่นมันออกไปหยิบโทรศัพท์ตรงหน้าขึ้นมา
หน้าจอดับสนิท บอกว่าเจ้าของไม่ใส่ใจจะเปิดเครื่องนานแล้ว... และกว่าจะรู้ว่ามีสายเรียกเข้ามาสักกี่ครั้งก็คงพรุ่งนี้เช้า... แล้วจะมีประโยชน์อะไร?
มือข้างที่ว่างอยู่กำแน่น ขณะที่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหันมองออกนอกหน้าต่างพร้อมกับประกายของการตัดสินใจ
.............

ความจริงมันเป็นอย่างนั้น... สิ่งที่พังทลายไปแล้ว ไม่มีทางกลับคืน... แล้วจะมาเรียกร้องเพื่ออะไร... ในเวลาที่ทุกอย่างมันสายเกินกว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม?

เสียงโทรศัพท์จากในห้องที่ดังอยู่หลายสิบรอบเงียบลงไปแล้ว... แต่อีกพักหนึ่งก็คงกลับมาอีก
มือที่วางอยู่บนพื้นค่อยๆ ยกขึ้น เผยให้เห็นมือถือเครื่องเล็กที่ถูกกำแน่นอยู่ข้างใน นิ้วที่สั่นนิดๆ กดตัวเลขที่เคยคิดว่าลบออกไปหมดแล้ว แต่ความจริงกลับฝังลึกอยู่ในใจไม่ต่างจากเมื่อก่อน... ผิดก็แต่เวลานี้ ความทรงจำฝังลึกนั้นมันทาบขนานไปกับรอยร้าวที่ไม่มีทางลบหาย
ตื๊ดดดดด ตื๊ดดดดดด
สัญญาณที่เคยต้องรอฟังมันดังอยู่เป็นสิบๆ รอบในอดีต วันนี้ต่างออกไป เพียงแค่ไม่กี่ครั้ง เสียงปลายสายก็ดังขึ้นอย่างกระตือรือร้น แต่...
"มันจบแล้วล่ะ... ไม่มีทางแล้ว... พอเถอะ..."
............

ใครสักคนเคยบอกไว้ว่า คนเรามักจะจำเรื่องร้ายๆ ได้มากกว่าเรื่องดี
ใช่แล้วล่ะ... ก็เพราะคนเราเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ... ความเจ็บปวดที่เคยเจอมาแล้วจึงสลักลึก และกลายเป็นบทเรียนที่ไม่มีวันลืม    

FIN

Talk: เมื่อวานเขียนๆๆ ด้วยอารมณ์บางอย่าง ^^ แล้วก็เห็นว่าไหนๆ ก็เป็นรูปเป็นร่างละ ถึงจะสุดแสนสั้น แต่ก็เอามาเก็บไว้ในไดดีกว่า ก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละจ้า