Home
< back | 0 - 10 |  
acacha [userpic]

05/01/09 - 11/01/09

January 5th, 2009 (02:55 pm)

.
05/01/09
วันนี้ประเดิมด้วยการมาทำงานสาย เพราะนึกว่ายังมา 8 โมงได้อยู่ เลยใจเย็น ดีนะ แอบระแวงไว้เหมือนกัน เลยสายไปแค่ 15 นาที เฮ้อ แต่ก็แปลว่าไม่ได้เลิกงานบ่าย 3 ...ไม่ได้ไปแบงก์อีกแล้วง่ะ

05/01/09
วันนี้เล่นเกมไม่ถึงไหนเลย อืดมาก ไม่รู้ไมถึงง่วง ไม่ไหว เล่นตั้งนาน ได้แค่ไปรับพวกโจรสลัดมาเป็นพวกอีก 3 คน

07/01/09
เมื่อคืนฝันร้าย ฝันว่ากลับไปทำงานที่เก่า ในฝันกำลังเดินขึ้นลิฟท์ไปที่แผนกเลย เดินไปเครียดไป กลุ้มว่าทำบ้าอะไรของเราวะเนี่ย พยายามเค้นสมองหาทางรอดไปพร้อมๆ กับความเครียดที่ใกล้จะเจอมิแรนด้า นึกในใจว่ามาครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วบ๊ายบายเลยได้มั้ย จากนั้นก็จะได้กลับไปหาท่านพ่อแล้วบอกท่านพ่อว่าที่ออกไปน่ะ ล้อเล่น เครียด เครียด เครียด จนลิฟท์เปิด ต้องเดินเข้าแผนก ก็...
นาฬิกาปลุกดัง ต้องตื่นพอดี ^^ รู้สึกโล่งใจที่มันไม่ใช่ความจริง และก็รู้ตัวว่าเราเครียดกับที่ทำงานเก่ามากแค่ไหน ลาออกมาจนครบปีแล้ว ยังขยาดไม่หาย
 

acacha [userpic]

29/12/08 - 03/01/09

December 29th, 2008 (09:04 am)

.
29/12/08
เมื่อวาน... Gremio ตายแล้ว T_T น้ำตานองหน้า จะเล่นกี่รอบก็เศร้า ตอน Teo หรือ Ted ตายยังไม่เศร้าเท่านี้เลยด้วยซ้ำ คงเพราะตัวละคน 2 ตัวนั้นไม่ค่อยอยู่กับเรามั้ง เลยไม่ค่อยผูกพัน ฮือออ Gremio
ตอนแรกก็นึกอยู่ว่าทำไมถึงได้เหม็นขี้หน้าอีตา Milch อย่างงี้นะ (ชื่อก็พิลึก) ตอนนี้นึกได้ละ เจ็บปวดมาตั้งแต่ตอนเล่นคราวแรก มันฆ่า Gremio แต่พอเราชนะมัน เรากลับแก้แค้นไม่ได้ เพราะต้องเอามันเข้าพวก T_T (น้ำตาเป็นสายเลือด) ตอนเล่นรอบแรกงี้แทบทนไม่ได้ ถึงกับต้องเซฟแล้วขอลองเลือกทางตายให้มันสักหน หลังจากนั้นค่อยกลับไปแก้ตัวใหม่ ถ้าไม่ใช่เพราะเก็บ 108 Stars ครบแล้วจะชุบชีวิตได้นะ เราคงยอมตัดอีตากุหลาบไปเลย
...เศร้า...

30/12/2008

Center Stage by Hichiwa Yuka
 
อ่าน Ori ญี่ปุ่นมาหลายสิบเรื่อง จนทำใจยอมรับได้แล้วว่า Ori ญี่ปุ่นนี่คงหาแบบที่เรียกว่าดี (หรือที่สนุก) ได้ยากจริงๆ สู้จีนไม่ได้เลย
เท่าที่อ่านมาเป็นเวลา 4-5 ปีนี้ เจอเรื่องที่คิดว่าดีจนถามปุ๊บตอบได้ปั๊บไม่ถึง 5 เรื่อง นอกนั้นเป็นประเภท "ก็แค่เสพความ Y ไป"
แต่...!!!
วันนี้ที่คิดแค่หาอะไรก็ได้ที่ไม่เคยอ่านมาฆ่าเวลา เลยหยิบเอาเรื่องที่มองข้ามมาหลายรอบมาลองดู และปรากฏว่า...
ดี! แปลกมากที่คนญี่ปุ่นเขียนได้ขนาดนี้ ไม่อยากจะเชื่อ
เทียบกันไม่ได้เลยกับแนวอียิปต์โบราณที่อ่านเมื่อวาน เรื่องนั้นน่ะ คนเขียนอุตส่าห์ไปนั่งเขียนถึงถิ่น แต่ดั๊นไม่ได้คุ้มค่าเลย ข้อมูลมั่วซั่ว พอทต์ของเรื่องก็เละเทะ
(ว่าแล้วก็แวะนินทาอีกนะ)
เข้าเรื่องต่อ
Center Stage เป็นเรื่องของคุโจ ทาคามิ นักร้องอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นที่ถูกโซโนะ ยูกิ เจ้าของสังกัดเพลงยักษ์ใหญ่ดึงตัวมาจากวงดนตรีอินดี้ด้วยแผนสกปรก ให้ทาคามิต้องมาเดบิวต์เป็นนักร้องเดี่ยวและโดนบีบบังคับต่างๆ นานา
จริงอยู่ที่พล็อตเรื่องเริ่มมาแบบที่สามารถโยงเข้าแนวดาษดื่นของ Ori ญี่ปุ่นทั่วไป แต่เรื่องนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะ
1. จับพอยต์ของเรื่องและดำเนินไปได้ดีตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีหลงลืมกลางทางอย่างที่นักเขียน Ori ญี่ปุ่นหลายคนชอบทำ
จุดที่เรื่องนี้เน้นคือความรู้สึกของทาคามิ+ยูกิ (ไม่อยากเรียกว่าความรักแฮะ มันซับซ้อนพูดยาก ^^") ซึ่งตลอดเรื่องเราก็ได้ตามดูคำตอบและการพัฒนาไปถึงคำตอบนั้นจนถึงตอนจบที่เราได้คำตอบสุดท้าย
2. ความคิดและการแสดงออกของตัวละครเป็นเหตุเป็นผล เข้าใจได้ และมีความซับซ้อน
จะบอกว่ามันคล้ายๆ ความรู้สึกของคนถูกจับเป็นเชลยอ่ะ เคยอ่านจากที่ไหนไม่รู้ ว่าคนที่ถูกจับเป็นเชลยอย่างจำเลยรัก ก็มักจะทำให้ตัวเองรักฝ่ายร้าย เป็นการป้องกันตัวเอง (ความรู้สึก) อย่างหนึ่ง
เราคิดว่าทาคามิก็เข้าข่ายนี้แหละ ทั้งที่ถูกยูกิทำไม่ดีขนาดนั้น แต่ก็เริ่มรู้สึกผูกพัน เพราะขณะที่ถูกทำร้าย รอบตัวทาคามิก็ไม่มีใครนอกจากยูกิ เพื่อนในวงอินดี้เก่าก็เป็นพวกหวังผลประโยชน์ คนในวงการก็มีแต่อิจฉา เรียกได้ว่ามาแนววงการมายาอ่ะนะ
แต่ทาคามิก็ซวยจนไม่แปลกที่จะสับสน เพราะเรื่องยังไม่ทันลงตัว ยูกิก็เล่นบทชั่วอยู่เรื่อย จู่ๆ ก็หมั้นกับผู้หญิงที่คบกับทาคามิ (และทาคามิอยู่ด้วยแล้วสบายใจ) บ้างล่ะ มาทำเหมือนเป็นสิ่งของบ้างล่ะ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของโยโกะ, จัดการเก็บคนที่มาชวนให้ทาคามิออกจากสังกัด สุดท้ายยังมาทำให้คนรักของทาคามิในเล่ม 2 ต้องเลิกกันไปด้วยแผนชั่ว+ทำร้ายจิตใจกันสุดๆ อีก
ทาคามิจากที่เริ่มด้วยความแค้นเจ็บใจ จนกลายเป็นความสับสนและผูกพัน และมาถึงจุดที่เลิกยอมทน ฮึดสู้ขึ้นมา
3. ใส่ฉากได้ถูกที่ถูกเวลา และ NC เหมาะกับเรื่อง
อันนี้ก็ตรงตามที่บอกอ่ะนะ NC เรื่องนี้สูง แถมยังผสมความ SM เข้าไปอีก หรือควรจะบอกว่า BDSM ดี? แต่ก็เหมาะแล้ว เพราะเรื่องมันแรงมาตั้งแต่ต้น (+พระเอกเลวซะขนาดนั้น)
4. มือที่สาม สี่ ห้า ของเรื่องนี้ ไม่เข้าแนวน้ำเน่าประมาณว่า นอกจากพระเอกแล้วมันต้องมาเลวทุกคน  
มือที่สาม - โยโกะ เป็นผู้หญิงที่ดี ทาคามิอยู่ด้วยแล้วสบายใจและอาจจะรัก
มือที่สี่ - โมริยะ อีตานี่เป็นนักเขียนมือไว เหมือนจะไม่ใช่คนดี แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เลวร้าย ไม่ได้ผูกพันกับทาคามิมากมาย (ด้านความรู้สึกอ่ะนะ) แต่ก็ให้ความช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง
มือที่ห้า - โซ เป็นนักศึกษา ที่ฝันจะเป็นช่างภาพ นิสัยดี เป็นคนดีมาก ถ้าทาคามิลงเอยกับคนนี้คงเรียกได้พ้นเคราะห์ เข้าสู่หนทางแห่งความสุขซะที แต่ดั๊น มาเจอแผนยูกิเข้า เลยจบกันไป
5. คำเฉลย และความคิดที่แท้จริงของยูกิ
อยากบอกว่าจุดนี้ก็ชอบใจอยู่นะ ความเลวที่ยูกิทำกับทาคามิมันมีเหตุ (บอกไปก็สปอยล์) แต่เอาเป็นว่ามาจากความจำเป็นของเจ้าตัว ผสมกับนิสัยแบบมาเฟียนั่นแหละ 
และตอนที่ทาคามิเกิดโรค Burn Out Syndrome ขึ้นมา เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเลยเป็นแผนของยูกิที่จะทำให้ทาคามิหายจากอาการนั้น ซึ่งยูกิคิดว่าถ้าแค่ช่วยเหลือ พอกลับมาเจอสภาวะเดิมๆ ทาคามิก็จะตกต่ำอีก จึงจำเป็นต้องทำให้ทาคามิเจ็บปวดจนถึงขั้นที่คิดจะยืนด้วยตัวเองตามลำพัง (อยากบอกว่าเลว แต่ก็คิดว่าการเปลี่ยนความรู้สึกคนมันยาก ไม่แปลกที่จะใช้วิธีง่ายๆ ไม่ได้)
ที่จริงแล้วยูกิเป็นคนที่หลงใหลพรสวรรค์ของทาคามิและอยากจะดึงขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุด
6. ตอนจบ
จบแบบไม่เน่า เห็นว่าเวอร์ชั่นแรกของคนเขียนจะไม่มีช่วงท้าย ก็แปลว่าจบแบบตัวละครสองคนยังไม่เคลียร์กัน (และยังไม่เห็นวี่แววว่าจะเคลียร์) ไม่ได้เจอหน้ากันด้วยซ้ำ แต่เราว่าเพิ่มตอนท้ายเข้าไปแบบในเล่มที่อ่านนี่ก็ดีนะ
ที่สำคัญชอบคำพูดในทอร์คของคนเขียนที่บอกว่า "ถึงจะไม่มีตอนต่อไปของทั้งสองคน แต่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่มีความสุข"

เป็น Ori ญี่ปุ่นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เราอ่านจบแล้วไม่เห็นหลุมบ่อตรงโน้นตรงนี้
ถูกใจค่ะ ^^

04/01/2009
จัดการ Neclord ได้แล้ว กว่าจะล้มได้ ฝ่ายเราก็ม่องไป 3 แน่ะ แถมค่าหัวเจ้า bloodsucker ตัวนี้ก็ถู๊กถูก แค่ 10000 เอง ลูกน้องมันบางตัวยังแพงกว่านี้อีก
แต่ผ่านเจ้านี่ได้ในรอบเดียวก็ดีละ ไม่ใช่อะไร จะได้เดินขึ้น-ลงปราสาทมันแค่รอบเดียวไง ปราสาทของอีตานี้โคตรวงวนเลย เดินไกลมาก (แต่เงินค่าหัวมอนสเตอร์รายทางใช้ได้เลยนะ)
 
 

acacha [userpic]

25 - 26/12/08

December 26th, 2008 (02:45 pm)

.
.
.
25/12/08
ช่วงนี้สภาพจิตใจไม่ค่อยปกติ... คงเพราะร่างกายไม่ปกติ จิตใจก็เป็นไปด้วย เออ หนังสือมันพูดจริง
เมื่อวันก่อนออกจะอาละวาด พาลใส่ชาวบ้านเล็กน้อยถึงปานกลาง พอมาคืนวันคริสต์มาสก็เข้าโหมดทำลายตัวเองเรียบร้อย (เพื่อนเราช่วยจุดชนวนเอง -.- อ๊ะ แต่ไม่ใช่ความผิดของเพื่อนหรอกนะ ช่วงนี้เราหาเรื่องฟุ้งซ่านง่าย)
แต่ลงคิดไปถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ได้นี่ก็ฟุ้งซ่านหนักจริงๆ นะ
คงเพราะเวลาปกติ เราเป็นพวกไม่มีสิ่งที่ต้องการล่ะมั้ง เป็นพวก "สงบสุขดีอยู่ก็โอแล้ว" พอมาถึงตอนที่สับสน สภาพจิตไม่ปกติ ไอ้การ "ไม่ต้องการอะไร" ก็เลยทำให้สับสนตัวเองว่า หรือที่จริงเราไม่รู้กันแน่...
แต่ถึงเกิดคำถามอย่างนั้นขึ้นมา เราก็ยังไม่ได้คำตอบ เพราะมันเหมือนเราไม่เคยต้องการอะไรอย่างจริงจังจริงๆ นะ (อ้อ ไม่นับเวลาอยากได้หนังสือนะ... คือนั่นก็ความต้องการ แต่เราไม่ได้พูดถึงอะไรแบบนั้นอยู่น่ะ เข้าใจปะ?)
แล้วก็ไม่รู้จะบ้าคิดขึ้นมาทำไม... เออ ก็รู้ตัวด้วยนะ
คำพูดถึงเรื่องในอนาคตเป็นคำต้องห้ามสำหรับเราในช่วงเข้าโหมดทำลายตัวเองจริงๆ แค่ได้ยินคนพูดถึงนิดเดียวก็ไปละ ฟุ้งซ่านต่อเป็นชั่วโมง
ที่จริงถ้ามาคิดดู... ตัวเราในกลางหรือปลายปีหน้าจะเป็นยังไงนะ...
เราก็คงทำงานแหละ และถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็คงทำงานที่ใหม่ (เสียดายท่านพ่อ แต่ก็นะ มันต้องเป็นไป)
และเราก็คงเริ่มเก็บเงินไว้สำหรับการหลุดพ้นจากวงจรมนุษย์เงินเดือน
บางทีเราอาจจะย้ายที่อยู่ใหม่
มีการเปลี่ยนแปลงเยอะแยะไปหมด
.........
อ๊ะ หายละ ไอ้น้ำหนักถ่วงมันหายไปละ ไม่รู้เพราะไรเหมือนกัน แต่วิธีนั่งบ่นยังได้ผลจริงๆ ด้วย
ไม่ได้คำตอบ แต่ไม่สนอยู่แล้ว ไล่ไอ้สวิตช์ระเบิดตัวเองออกไปได้ก็พอ
เพิ่งเห็นช่วงเปลี่ยนโหมดชัดเจนขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย โหมดอาละวาดกับโหมดทำลายตัวเองมันเกิดขึ้นติดกันมาก ไม่เคยเป็นงี้มาก่อนเลย น่าดูชมเหมือนกันแฮะ
ไปเล่นเกมต่อดีกว่า กำลังอยากลดความอ้วนน่ะ เลยกะจะกลับไปบ้าเกมสักยก มันจะได้ไม่มัวนึกอยากอาหาร 555+

26/12/08
เป็นหวัดส่งท้ายปีเก่าซะแล้วสิ 
เกือบลืมแน่ะ เมื่อวานเราเล่นเกมแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองอาจจะพลาดเก็บตัวละครไปหนึ่งตัว (ไม่แน่ใจ จำไม่ได้แล้ว) ต้องไปหาข้อมูลดูซิว่าลืมอีกตานักเวทย์มนต์แก่ๆ นั่นไปรึเปล่า... สังหรณ์ว่าลืม แต่... แง อุตส่าห์ฆ่ามังกรได้แล้วอ่า ไม่อยากกลับไปสู้อีกรอบ ถึงเราจะเลเวลสูงขึ้นจนชนะมันได้แน่ๆ ก็เหอะ แต่ไอ้ตัวนี้มันอึด ตายยากอยู่นา  

28/12/08
เราน่าจะไม่ได้พลาดเก็บตัวละครนะ... คิดว่า 
ตอนนี้กำลังเล่นอย่างเมามันส์ มีตรงที่แอบนึกไม่ออกด้วย
1. ยัย Lotte... บอกแมวหาย สงสัยต้องไปตามจับให้ บางทีมันอาจจะเป็นแมวที่อยู่ในหมู่บ้านที่เราไปเล่นพนันกะ Taiho แต่ไอ้แมวบ้านั่นมันวิ่งหนีลูกเดียว จับไม่ได้ง่ะ ต้องทำไงหว่า กำลังสงสัยว่าอาจมีไรเกี่ยวข้องกะยัยเด็ก Meg 
2. ยัยผู้หญิงที่บอกให้เอาแหวนไข่มุกไปให้ก่อน... ไข่มุกบ้านั่นมันหาซื้อจากไหนหว่า...
ย๊ากกกกกก ตอนนี้เรากลับมาหนุกหนานกะ Suikoden อีกรอบจริงๆ แล้วล่ะ ตอนแรกกะเล่นเพื่อลดความอยากอาหาร (**ตอนนี้อ้วนจนรับตัวเองไม่ได้แล้วจริงๆ อ้วนจนแทบช็อก) แต่ตอนนี้เล่นเพราะสนุกจริงๆ แล้วล่ะ 
ภาคนี้มีอะไรที่ทำพลาดไปนิดหน่อยด้วยล่ะ คือ... เผลอให้ Gremio ติด Thunder Rune... พลาดจริงๆ =_= ก็ตอนแรก Flik (ที่ร๊ากกก) ไม่อยู่กับเรา และในทีมของเราจำเป็นต้องมีสายฟ้ากับไฟนี่นา (ความชอบส่วนตัว) เลยเผลอยกไฟให้ Cleo แล้วยกสายฟ้าให้ Gremio ลืมไปสนิทว่า Gremio จะตามเราเป็นเงาตามตัว เพราะงั้นพอมี Flik ซึ่งเราไม่มีทางปล่อยให้ Flik นั่งเฝ้าปราสาทแน่ ก็จะกลายเป็นมีสายฟ้า 2 คน และไม่มีไฟ! ทำใจลำบากมาก เพราะเวลาลุย outdoor อยากเอา Kai ติดตัวไว้ จะได้โจมตีได้ทีละยกแก๊ง รู้งี้น่าจะทำอย่างตอนที่เล่นรอบแรก ให้ Gremio ใช้ไฟ... ความจริงมันก็เอาออกได้หรอก แต่... เราดันให้อาวุธของ Gremio ติด Water Rune piece ไปแล้วฟร่ะ (อันนี้พลาด) ไม่รู้มีผลอะไรรึเปล่า ถ้าเอาธาตุขัดกัน เลยยังไม่เปลี่ยนมาจนถึงตอนนี
.
.
.
เฮ้อ... หรือว่าความจริงเราควรซื้อคอมใหม่เพื่อให้เล่นเกมได้เต็มที่?

acacha [userpic]

เรื่องของคนที่ชอบยืมจมูกชาวบ้านหายใจ

December 24th, 2008 (11:30 am)

ตรงตามชื่อเรื่อง...
และคดีเดิมๆ
พี่แผนกบัญชีคนหนึ่ง... มาวานให้เราช่วยงานอีกแล้ว (พูดให้ตรงกว่าคือหลอกใช้งาน) เราไม่ถือเรื่องขอความช่วยเหลือ แต่หน่ายตรงที่เราไม่ได้ deal เรื่องนี้ ทำไมมาให้เราติดต่อ ทำไมไม่ติดต่อเอง มันไม่น่าจะยากนะ
อ้างเหตุผลว่า พี่ยุ่งอยู่ แล้วทำไมไม่คิดว่าคนอื่นเค้าก็มีงานของเค้าเหมือนกัน เค้าอาจจะยุ่งอยู่ก็ได้ ถึงตัวเองยุ่งอยู่แล้วไงอ่ะ หน้าที่คือหน้าที่สิ ยุ่งให้ตายก็ต้องทำให้เสร็จ
ไม่เข้าใจว่าสบายใจได้ยังไง ให้คนอื่นทำงานของตัวเองให้อยู่ได้ หลายครั้งแล้ว ความรับผิดชอบหายไปไหนหมด

ทำเอาเราหมดอารมณ์ทำงานอีกชิ้นเลย (มันต้องออกแบบ ต้องเค้นหัวศิลป์ที่มีอยู่น้อยนิด พอเจอเรื่องงี้เลยยิ่งนึกไม่ออก)
 
เซ็งพวกไม่มีจมูกเป็นของตัวเองว้อยยยย

acacha [userpic]

บันทึกจากความเงียบ (5 ธ.ค.)

December 6th, 2008 (01:20 pm)

5 ธ.ค. 51
วันพ่อ ไปจุดเทียนหน้าทีวีกับพวกป้าเจ้าของหอมาด้วย ได้ยินเสียงคนจากหออื่นบ้าง จากตรงซอยบ้างร้องเพลงสรรเสริญฯ กัน ก็ให้รู้สึกว่าอย่างน้อยคนไทยก็มีดีเรื่องนี้แหละนะ
นั่งอ่าน Twilight อีกรอบ และเริ่มคิดว่าจะซื้อ The Host ดีมั้ย...

acacha [userpic]

บันทึกจากความเงียบ (10-16 พ.ย.)

November 10th, 2008 (02:49 pm)

วันจันทร์
ท่านพ่อไปบรูไน ท่านลุงไปเฝ้าภรรยาที่โรงบาล... เราครองห้องคนเดียว~*
แต่พอว่างอย่างงี้มันก็หง่าวๆ ไงไม่รุ ถึงจะมี newsletter ทำก็เหอะ แต่มันก็ทำๆ หยุดๆ (มีเวลาตั้งอาทิตย์) ง่วงแทบทนไม่ไหวแล้ววว

วันพฤหัส
ท่านพ่อกลับมาแล้ว ลูกสาวท่านลุงก็คลอดแล้ว (ตัวเล็กนิดเดียว+ขาวมาก+หน้าเหมือนท่านลุงเลย)

วันพุธ+วันพฤหัส
ค้นพบแหละ ความรู้สึกเวลาเห็นเลือดกับได้กลิ่น+ชิมดาร์คช็อกโกแลตนี่เหมือนกันเลย มันจะมีความรู้สึกข้นๆ จุกขึ้นมาถึงคอ
(อธิบายยาก พูดว่าเป็นลมเพราะเลือดมันให้ความรู้สึกข้นๆ / กลิ่นข้นๆ มีแต่คนทำหน้างง แต่มันเป็นงั้นจริงๆ พอมานึกได้ว่ามันคล้ายกับดาร์คช็อกโกแล้วชัดขึ้นแฮะ ชัดเจนเลย มันข้นจริงๆ)
แต่งี้ ถ้าบอกว่าเราเมาดาร์คช็อกโก ก็แปลว่า เราเมาเลือดด้วยอ่ะดิ 555+
อ๊ะ ลืมเล่าสาเหตุของการค้นพบ ก็วันพุธอ่ะดิ รีบไปหน่อย แขนเลยไปกด+ขูดกับที่ตัดเทปใส เลือดออกเลย
เมื่อวันพุธไปกิน MK กะเพื่อน เนื่องในโอกาสไอ้นิดเลิกกับผู้ชายและไอ้แจนคบกับผู้ชายคนใหม่ อร่อยดี กินกันแบบไม่ยั้งเลย
เพื่อนๆ สนใจจะไปทีลอซูกันด้วย เราคิดว่าทีลอซูก็น่าไป น่าจะไม่เกิน 5 พัน เพราะงั้นก็น่าจะไม่กระทบกับแผนเที่ยวทางไกลของเรา (พูดถึงแผน---นึกๆ อยู่ว่าจะชวนใครดี ไอ้เตย... ก็ทำท่าเหมือนจะไปกับคนอื่น ไอ้นิด... ก็พูดเหมือนบ่จี๊ ไอ้แจน... ถึงมันจะรวย แต่ติดต่อยากชิบ ไอ้แคท... เว้นไว้ละกัน ก็เหลือไอ้นิ... แต่ถ้าเป็นนิ ก็เดาได้เลยว่ามันอยากไปที่ไหน และอาจมีแต่รายการช็อปอ่ะดิ อืม... ลำบากแฮะ แต่จะไปคนเดียวมันอาจจะพิลึกๆ และ... จะไหวเหร้อ...)

วันศุกร์
เป็นวันวุ่นจริงๆ ไม่คิดว่าตัวเองงานยุ่ง แต่ดันไม่มีเวลาเลย
วันนี้พี่ห้องสมุดไม่มา เค้าบอกให้เราช่วยเก็บกุญแจแทน+บางทีคอยจัดการยืมหนังสือให้ แต่เอาเข้าจริง ช่วงเช้ามีคุมสอบเด็กถึง 10 โมง เสร็จแล้วก็แก้ Newsletter ไปส่งตรวจ กลับมายังไม่ทันไร ท่านพ่อก็ชวนไปซื้อของข้างนอก+ไปส่งเอกสารให้คนนึง
(ซื้อของเยอะมาก ได้กินข้าวเที่ยงฟรีด้วย ดีจัง)
กลับมาไม่ทันไร ก็ต้องแก้ Newsletter อีกรอบ ต้องแปลจดหมายด้วย ฯลฯ
สงสัยจะนอนดึกไม่ได้

acacha [userpic]

บันทึกจากความเงียบ (3-9 พ.ย. 51)

November 3rd, 2008 (01:37 pm)

วันจันทร์
วันนี้ท่านพ่อ ท่านลุงยุ่งกันหมด เราว่าง... เลยเอางานขึ้นมาทำ คืบหน้าไปมากทีเดียว เมื่อกี้แอบไปเปิดอ่านบล็อกของคนนึง ชื่อ ผู้สาวเมืองยศ รีวิวนิยายได้ถึงพริกถึงขิงจริงๆ 555+ อ่านแล้วมันส์ดี เล่มที่เค้าติแต่เราชอบก็มีนะ บางเล่มเราก็เห็นด้วยกะเค้าอ่ะ ว่ามีข้อด้อยอย่างนั้นจริงๆ แต่พอมันสนุก เราก็เลยไม่ค่อยดุเดือดเท่าเค้า วันหลังว่าจะตามส่องบล็อกเค้าอีก อ่านสนุกดี เค้าอ่านกว้างดีด้วย คือเห็นมีตั้งแต่วิณ เลียววาริณไปจนถึงพวกนิยายหน้าปกการ์ตูน... เค้าเรียกนิยายอะไรนะ... นิยายลูกกวาดหรืออะไรเนี่ย (ถ้าจำผิดก็ขออภัยด้วย _/|\_ ) โฮ่ๆๆ น่าหนุก เผื่อเจออะไรน่าสนๆ จะได้ไปหาอ่านมั่ง 

วันอังคาร-วันพุธ
นึกไม่ค่อยออกแฮะ สงสัยไม่มีอะไรเท่าไหร่

วันพฤหัส
มีขายขนมตรงข้างตึก (หาตังค์ไปบริจาค กิจกรรมสังคมสงเคราะห์) ท่านพ่อให้ตังค์ไปซื้อขนมเหมือนเคย เราก็ซื้อแจกเหมือนเดิม กินคนเดียวไม่หมด และไปแจกก็น่าจะดูดีกว่าด้วย เค้าก็น่าตั้งใจอย่างนี้นะ ถึงให้เงินเราไปซื้อทุกที

วันศุกร์
ขายหน้า วันขายหน้าชัดๆ ภาษาทำพิษแท้ๆ ขี้เกียจพิมพ์หลายรอบ เดี๋ยวเอาเมล์ที่ส่งไปกรีดร้องกะเพื่อนๆ มาลงนี่ละกัน (ยาวมาก)...

คือว่าเราพูด BAKA (=บ้า) จนติดปากใช่มั้ยล่ะ Y_Y ทีนี้เมื่อกี้นี้ท่านพ่อถาม "เด็กคนที่มาสอบเมื่อกี้เป็นไงมั่ง?"
เรา (ด้วยความฉุนไอ้เด็กคนเมื่อกี้ไม่หาย) เลยเผลอบอกตามใจนึกว่า "he's BAKA!"
เท่านั้นแหละ ท่านพ่อตาโต ขำใหญ่ ร้อง "ห๊า!? he's what!?" เราก็บอก "ก็เด็กมันแม่งวีน ไม่ยอมทำอะไรเลย"
เค้าก็ยิ่งขำ ท่านพอ่เดินมาหาเรา (ขำไม่หยุด) บอกว่า>>> "ที่จริงคำนี้ไม่ถูก และมันก็ไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่ ถ้าเป็น lazy มากๆ น่ะ ใช้คำว่า bludger (สะกดถูกป่าวไม่รุ) จะดีกว่า คำว่าบากะ (ออกเสียงอย่างเค้าอ่ะนะ) น่ะมันแปลว่าผู้ชายที่มีอะไรกับผู้ชายด้วยกันทางข้างหลัง" (ฟังแล้วเครียด เค้าก็... นะ แค่ homosexual ก็ได้ค่า ไม่ต้องบรรยายหรอกว่า เอ่อ... แต่คำมันคงไม่สุภาพและต้องแปลประมาณนี้จริงๆ)
เราเหวอไปเลย (เราเคยเล่าป่ะ ว่าเราเคยได้ยินเค้าพูดคำนี้ เราก็ไพล่นึกไปว่า เออ ท่านพ่อรู้ภาษาญี่ปุ่นด้วยฤา) แล้วก็เคลียร์กันได้ว่า คำว่า บากะ ของเค้าน่ะ (สำเนียงฝรั่งอ่ะนะ เข้าใจหน่อย) คือ Burka (สะกดไม่เป็น)
พอฟังแล้วเราก็ "หา!? is it English!?" (ไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆ)
เค้าก็ว่า "อ่อ เมื่อกี้หมายถึงภาษาไทยหรอกเหรอ"   
ไม่ทันแย้งว่าไม่ใช่ไทยแต่เป็นญี่ปุ่น เค้าก็เดินออกไปแล้ว พร้อมกับหน้าตาที่บอกเลยว่ายังขำไม่หาย และ (เป็นไปได้สูงว่า) อาจเอาไปเล่าต่อเฮฮาขำขันกับท่านลุง ......ให้ตายเหอะ จากนี้อย่าพูดไรให้มันผิดชาติผิดเผ่าพันธุ์ดีกว่า -_-"
 
วันเสาร์-อาทิตย์
นั่งอ่านนิยาย+การ์ตูนอยู่บ้าน ไปซื้อครีมนวมผมแพนทีนมาลองใช้ ไม่รู้ผมจะร่วงอีกรึเปล่า อ่อ เราไปทำบัตรสมาชิกท็อปส์มาด้วย ที่จริงควรทำตั้งนานละ ใกล้บ้านแค่นี้

acacha [userpic]

บันทึกจากความเงียบ

October 31st, 2008 (02:58 pm)

ช่วงนี้กำลังติดใจ 'ความเงียบ' ^^
รู้สึกว่าพอไม่พูดแล้ว กลับได้ยินอะไรเยอะแยะไปหมด
ชอบโลกแบบนั้นจัง เสียงจากรอบตัวชัดขึ้น ขณะที่ตัวเราไม่ได้ออกเสียงออกไป แต่ก็ได้ยิน 'เสียง' จากตัวเราเต็มไปหมด
แต่ปัญหาก็คือค้างเรื่องราวไว้ในสต็อกซะเยอะแยะนี่สิ ^^" เลยต้องหาทางระบายออก ก็เลยคิดได้+ถือโอกาสตั้งกฏเขียนไดเป็นประจำซะเลย
เราจะมาเล่าเรื่องในแต่ละอาทิตย์ในนี้แล้วกัน
-------------------------------
อาทิตย์นี้ไปทำงานแต่เช้า (ก็เช้าในแบบของเรานั่นแหละ) ตอนเข้าห้องไปได้กลิ่นแปลกๆ กลิ่นพวกผลไม้ ตอนวันจันทร์เราก็นึกว่าท่านพ่อมีขนมรสผลไม้เพราะเค้าไปทะเลกับครอบครัวมา (มีมาฝากเราด้วย--ขอบคุณค่ะ) เราก็เลยไม่ได้ใส่ใจ แต่พอวันอังคารก็ยังได้กลิ่นเดิมอยู่อีก คราวนี้ท่านลุงถึงกับทักว่าได้กลิ่นแอปเปิ้ลหรือเปล่า ก็คิดกันใหญ่ว่ากลิ่นจากไหน เดาๆ ไปว่าสงสัยช่างมาฉีดสเปรย์แอร์ ท่านพ่อก็หันมาแซวว่าเราใช้น้ำหอมอะไรรึเปล่า เราเลยนึกขึ้นได้ โลชั่นหมด ต้องไปใช้โลชั่น Sweet Berry นี่หว่า สงสัยไอ้นั่นแหง
ท่านพ่อกับท่านลุงคงคิดว่าเราเบ๊อะบ๊ะตามเคย กลิ่นโลชั่นตัวเองยังจำไม่ได้ แล้วยังมีหน้าไปช่วยเค้าสันนิษฐานอีก ^^

วันพุธเป็นวันที่โคตรทรมานเลย ดันปวดท้อง นั่งอยู่ในห้องคนเดียวก็พยายามเอาน้ำร้อนมากิน มาอังท้อง (แบบแอบๆ) พอท่านพ่อกลับเข้ามา ท่านพ่อก็ชวนคุยว่าชอบกินน้ำร้อนเพราะมันช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารหรือเปล่า เราก็บอกเปล่านิ เราแค่ชอบเฉยๆ ยังไม่ทันพ้นชั่วโมงเลย ท่านพ่อสั่งให้เราไปซีร็อกซ์เอกสาร (เกือบร้อยอ่ะ) อยู่ในห้องซีร็อกซ์นาน ในนั้นก็แอร์เย็นอีก เลยอาการทรุด นอกจากปวดท้องแล้วยังหน้าจะมืดด้วย เล่นเอาต้องลากเก้าอี้มานั่งพัก เดินกลับห้องก็แย่ๆๆๆ ตอนเอาเอกสารไปส่ง ท่านพ่อคงเห็นเราหน้าซีดเลยทัก เราเลยต้องขอไปนอนห้องพยาบาล แล้วก็ปวดท้อง+หน้ามืดจนถึงเวลาเลิกงานนั่นแหละ

วันพฤหัสไปทำงานตอนเช้ามีคนทักหลายคนเลยว่าเมื่อวานไม่สบาย/เป็นลมเหรอ รู้กันทั่ว ^^" แต่ก็สรุปว่าดีกว่าวันพุธเยอะ หายปวดท้องแล้ว
ตอนบ่ายท่านลุงเจอแขกหน้าเก่ามาพูดๆๆๆ ได้ยินว่าแขกรายนี้จ้อน้ำไหลไฟดับจนท่านลุงถึงกับปาดเหงื่อ คราวแรกที่เค้ามาก็ต้องนั่งฟังร่ายยาวร่วม 3 ชม. ท่าทางท่านลุงแหยงๆ ไปเหมือนกัน แต่วันนี้ก็มาอีกและสงสัยจะพูดๆๆๆ อีกแหละ มาแต่เช้า กว่าจะกลับก็บ่าย 3 มีตอนนึงท่านลุงถึงกับเดินมาตามเราใกล้ๆ ห้องซีร็อกซ์ เราก็นึกไปว่าเอกสารเร่งขนาดนั้นเชียว เราอืดอาดไปเหรอ ที่จริงเปล่า ท่านลุงบอกเอาเราเป็นข้ออ้างออกมาหายใจหายคอ 555+
 
วันศุกร์ วันฮาโลวีน... ลืมซะสนิท เดินไปตรงออฟฟิศข้างหน้า พี่ตาทักว่าทำไมไม่ใส่ดำ ไอ้เราก็นึกไปถึงงานไว้ทุกข์โน่น เลยท้วงไปอย่างมั่นใจว่านั่นมันเดือน พ.ย. ไม่ใช่เหรอ เสล่อซะ เลยโดนขำเลย วันนี้เด็กๆ ใส่ชุดแฟนซีแบกถุงเล่น trick or treat กันใหญ่ เราได้ช็อกโกแลตก้อนนึงจากพี่ห้องพยาบาลด้วย (ไม่ได้ trick or treat ละ นี่มัน treat-treat-treat) อร่อยดี
วันนี้เรายุ่งขิงแต่เช้า ท่านลุงบอกให้จัดบอร์ดภายในวันนี้ พรินต์รูปอยู่ดีๆ ท่านพ่อมาเรียกให้ช่วยงาน ก็เลยไปนั่งห้องเล็ก นั่งเขียนอยู่ดีๆ ท่านปู่ก็มาบอกให้พิมพ์จดหมายเพราะวันนี้พี่แพทไม่มา แต่พอจัดการหมดก็สบายละ ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยหมด เดี๋ยวช่วงก่อนกลับบ้านต้องหาอะไรอ่านเล่นซะหน่อย

วันเสาร์ได้ออกกำลังกาย เดินไปเช่าหนังสือ เจอพี่ฝนตรงแถวๆ ตลาดอมรพันธ์ด้วย แอบตกใจ เปล่า ไม่ได้ตกใจที่เจอคน (ที่จริงก็ตกใจนิดหน่อย เพราะเราไม่ค่อยชินกะอะไรแบบนี้) แต่ที่สะดุ้งก็เพราะเราโคตรโทรมเลย ใส่เสื้อที่โทรมสุดๆ (ซื้อมาจากมือสองแบกะดินข้างทางราคา 20-30 บาท <--ใหม่ๆ แทบไม่มีคนเชื่อนะว่าซื้อมาเท่านั้น มันยังดูดีอยู่มาก แต่ตอนนี้...) กางเกงขาสั้นก็เก่า กระเป๋าก็จากขาวเป็นเหลือง ^^" แย่จริง

วันอาทิตย์ นอนแบบงงๆ ประมาณว่าทำไมเสาร์อาทิตย์นี้นอนทั้งวันเลยฟระ คงเพราะกลางคืนนอนเกือบเช้าอ่ะแหละ ก็ไม่มีไร อ่านนิยายไป ซึนาโกะเล่ม 19 ออกด้วย ไปซื้อมาะละ ที่สำคัญกว่าคือตอนค่ำ เผลอหลับ... ฝันน่ากลัวมั่ก ฝันว่าขยับตัวไม่ได้---มันไม่เหมือนไอ้ที่เคยๆ ด้วยนะ ไอ้ที่เคยๆ นั่นมันตื่น แต่ขยับตัวไม่ได้ พูดไม่ได้ แต่รู้ว่าตื่นอ่ะ ไม่ใช่ฝันแน่ๆ (อาการคล้ายตัว ผ ผึ้ง อำ แต่ความจริงคงกล้ามเนื้อเกร็งเกิน) อันนี้ฝันว่านอนอยู่ในห้องแหละ แต่ขยับตัวไม่ได้เลย เหมือนไม่มีเส้นประสาทส่งการ ลิ้นก็ขยับไม่ได้พูดไม่ได้ ยังดีที่ตามองเห็น หูได้ยิน แต่ก็ยังน่ากลัวมั่ก ทำเอาคิดเลยนะ ว่าถ้าความฝันนี้เป็นจริงสักวัน คนอย่างเราคงแย่ ไม่มีใครรู้ มาอีกทีกลายเป็นซากเพราะลุกไปกินข้าวไม่ได้ 555+ความฝันนี้ทำให้คิดได้ว่าควรจะออกกำลังซะบ้าง ก็เลยว่าจากนี้ขยันเดินไปคืนหนังสือดีกว่า (เดินจากบ้านไปมหาลัย ไม่ใช่ใกล้ๆ นะ เดินประมาณครึ่ง ชม.แน่ะ) ก็ดีนะ ก็ดี

acacha [userpic]

"ระบบเสีย" หรือ "ทำเสียระบบ"

August 28th, 2008 (08:58 am)

"ทำไม?"

จากวันก่อนๆ ทำให้เราได้ความคิดธรรมดาๆ เรื่องนึง
คือเราเจอเพื่อนร่วมงานที่มาวานให้คนอื่นช่วยแบบเหมือนจะโยนให้นั่นเป็นหน้าที่ของคนอื่นไปด้วยแล้ว 

เราเซ็ง แล้วก็คิดสงสัยว่าทำไมคนเราถึงไม่ทำตามระบบนะ? ในเมื่อแรกเริ่มคนเราก็คิดวางระบบ คิดว่ากฏ รายละเอียดโน่นนี่ จดไว้เป็นตัวอักษร เช็คแล้วเช็คอีกว่านี่คือระบบที่สมบูรณ์ที่สุด ครอบคลุมที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว
แล้วทำไมคนเราถึงไม่ทำตามระบบที่วางไว้?
ทั้งๆ ที่ถ้าแต่ละคนทำตามหน้าที่ของตัวเอง รับผิดชอบส่วนของตัวเองในระบบ ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย เข้าที่เข้าทาง
แต่เพราะคนเราเดินออกนอกเส้นที่คนเราอีกนั่นแหละที่ขีดไว้เอง ทุกอย่างมันถึงเริ่มรวน เริ่มเกิดช่องโหว่ขึ้น
ตลกไหมที่มีรายละเอียด ขอบข่ายหน้าที่ สิ่งที่ควรทำบอกไว้เป็นตัวหนังสือเห็นๆ อยู่ แต่กลับไม่ทำตาม เหมือนมีคนคิดขึ้นมาเพื่อวางมันไว้ประดับโต๊ะเฉยๆ ซะอย่างงั้น ทั้งที่ตอนคิดก็พยายามแทบตายเพื่อให้มันสมบูรณ์ที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวาย แต่พอถึงคราวปฏิบัติจริง กลับไม่ทำตาม ปล่อยให้ความพยายามนั่นเสียเปล่า
พอเล่าให้พี่ฟัง พี่เราบอกนี่มันพูดเรื่องระดับชาติได้เลยน

ก็เพราะเริ่มจากการที่คนไม่ทำตามหน้าที่ ตามระบบ ไม่ทำสิ่งที่ตัวเองควรทำนั่นแหละ สังคมมันถึงวุ่นวาย
ถ้านายก/ประธานาธิบดีของประเทศที่มีหน้าที่ปกป้องพัฒนาประเทศชาติ ไม่ทำหน้าที่ มัวแต่ไปยุ่งกับประเทศอื่น หรือมัวแต่โกงกินชาติหาผลประโยชน์เข้าตัว หรือมัวแต่ไปเป็นหุ่นเชิดของใครบางคน... แบบนั้นประเทศชาติถึงต้องลำบาก  
ถ้าพนักงาน/เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนของตัวเอง ไม่ทำหน้าที่ เอาแต่โบ้ยงาน เอาแต่ยื่นมือเข้าไปยุ่งกับงานของคนอื่น... แบบนั้นงานมันถึงไม่เดิน หรือไม่ก็เสียระบบ
ฯลฯ

---------

acacha [userpic]

อัพเดทชีวิตของเรา (ซะมั่ง)

August 12th, 2008 (09:29 pm)

หายหน้าไปหลายเดือน
ชีวิตตอนนี้ไม่ได้มีไรน่าตื่นเต้นมากมาย เรียกได้ว่าเรียบเรื่อย แต่ก็มีความสุขดี
งานที่ทำอยู่ตอนนี้... 
เงินก็ไม่ได้มากอะไร 
ตัวงานก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มพูนความรู้สักเท่าไหร่ 
ถ้าพูดถึงเรื่องภาษา... ได้หัดฟังมากกว่าหัดพูดล่ะมั้ง เพราะเรายังเป็นคนเงียบๆ เหมือนเดิม แต่ที่หัดก็ไม่รู้จะเห็นผลแตกต่างป่าวนะ เพราะไอ้ที่ได้ฟังมันไม่ใช่วิชาการไรมากมาย มันแค่คำพูดทั่วไป ธรรมดา ถ้าจะมีอะไรบ้างก็คง... ได้ฟังหลายสำเนียงดีมั้ง เพราะเราต้องทำงานกับฝรั่ง (มีฝรั่งมาสั่งงานมากหน้าหลายตาฮ่ะ) ทั้งสำเนียงธรรมดาอย่างเมกัน/อังกฤษ/ออสเตรเลีย หรือพวกแปลกๆ อย่างสเปน จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ (คนญี่ปุ่นเพิ่งลาออกไป เสียดายจัง ><) ที่ยากที่สุดเท่าที่ฟังมาคงเป็นคนสเปนกับคน... ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าน่าจะเป็นแถวๆ เยอรมัน วิธีพูดเค้าฟังดูเหมือนอมน้ำไปพูดไป 
นอกจากนี้ก็ไม่ได้เพิ่มพูนความรู้อะไร ซึ่งก็ธรรมดาอ่ะนะ ทำงานแบบนี้นี่
แต่เราก็สบายดีแบบเรื่อยๆ 
เรื่องอนาคตหรือความก้าวหน้าอะไร คงไว้คิดจริงจังหลังครบ 1 ปี
----------
เอาล่ะ อัพเดทเท่านี้แหละ ไว้เดี๋ยวจะทำรีวิวพวกหนัง/ซีรีย์ที่ดูช่วงนี้มาโพสต์ ดูมาหลายเรื่องมาก น่าสนุกทั้งนั้น

< back | 0 - 10 |